ยินดีต้อนรับท่านเข้าสู่เว็บไซต์ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสมุทรปราการ

ออนไลน์ทั้งหมด 3 คน
หมายเลข IP 54.198.134.32
คุณเข้าชมลำดับที่ 648,751


  หน้าแรก     บกพร่องทางการเรียนรู้ 

บกพร่องทางการเรียนรู้
บกพร่องทางการเรียนรู้  
  บกพร่องทางการเรียนรู้       

 เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้

                  คำว่า   Learning Disabilities   นั้นมีผู้นำมาใช้ประมาณปี  ค.ศ.1962    พูดถึงปัญหาของ เด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถจะเรียนรู้ได้        แนวคิดแรกเกี่ยวกับปัญหาการเรียนรู้นี้ก็คือ  สมองถูกทำลาย   (Brain   Injured)     ทำให้มีปัญหาด้านการอ่าน    การเขียน   การสะกดคำ การจำ  ความเข้าใจ  การรับรู้      ตลอดจนการเคลื่อนไหว   ฉะนั้นเมื่อเด็กที่มีปัญหาทำนองนี้   ก็สันนิษฐานว่าเกิดจากสมองถูกทำลาย   เช่นกัน
                 ต่อมามีการศึกษาค้นคว้าพบกรณีที่เด็กสมองถูกทำลายแต่ว่าไม่ได้มีปัญหาในการเรียนรู้ตามที่ควรจะเป็นสาเหตุของปัญหาการเรียนรู้        แนวคิดเรื่องของสมองถูกทำลายจึงถูกหักล้าง   และมีคำว่า   
Minimal Brain Dysfunction     หรือ  MBD เข้ามาแทน         เพราะการทดสอบทางประสาทวิทยาไม่สามารถให้เห็น        หรือพิสูจน์ได้ว่าสมองถูกทำลายไปแล้วจริงๆ   MBD    จึงหมายถึงเด็กซึ่งมีสติปัญญาในเกณฑ์ปกติ หรือสูงกว่าปกติ      แต่ไม่สามารถเรียนรู้บางเรื่องและ มีปัญหาทางพฤติกรรมที่ชวนให้คิดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้สมองทำหน้าที่ผิดแผกแตกต่างไปจากปกติ
                 ในปี 1963  ซามูเอล  เคิร์ก ( Samuel Kirk ) ได้ใช้คำว่า 
Learning Disabilities เรียกเด็กที่มีภาวะบกพร่องในพัฒนาด้านภาษา  การพูด  การอ่าน  และการสื่อสาร    โดยที่เด็กเหล่านี้ไม่ได้พิการด้านอื่นๆ  เช่น  หู  ตา  ปัญญาอ่อน   ซึ่งคำที่ เคิร์ก ใช้นี้ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายทั้งในวงการจิตวิทยาและวงการการศึกษา    ดังปรากฎในชื่อขอเอกสารที่มีการพิมพ์เผยแพร่   เช่นJournal of Learning   Disabilities , Learning Disabilities Focus    และชื่อสมาคมต่างๆ     เช่Learning  Disabilities   Associate  of   America  อย่างไรก็ตามถ้ามีการใช้คำอื่นก็ยังคงอยู่ในขอบเขตของคำว่า     Learning  Disabilities   ( ชวลิต ชูกำแพง , 2546 )
                  
 ในประเทศไทยนั้น  เพิ่งจะเริ่มให้ความสนใจในเรื่องของความบกพร่องทางการเรียนรู้ โดยจากคำว่า    Learning    Disabilities    นั้นมีคำในภาษาไทยที่ใช้เรียกหลายคำ      เช่น   ศ.ดร.ผดุง   อารยะวิญญู    ใช้คำว่า   เด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้     ศ.ศรียา  นิยมธรรม   ใช้คำว่าเด็กที่มีความยุ่งยากในเรียน  และ มีคำอื่นๆ     เช่น    เด็กเรียนยาก      เด็กที่มีความบกพร่องใน การเรียนรู้หรือเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
                   เนื่องจากความบกพร่องทางการเรียนรู้     ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนเช่นเดียวกับความบกพร่องด้านอื่นๆ เช่น   ความบกพร่องทางการเห็น   การได้ยินหรือร่างกาย  คนส่วนใหญ่จึงยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้      และบางคนอาจไม่เชื่อว่าเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้       มีการแสดงออกที่คล้ายกับการขาดความสามารถทางสติปัญญา  มีปัญหาการเห็นและการได้ยิน  และขาดทักษะทางสังคม   จึงมักเกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นความบกพร่องที่เกี่ยวข้องกับตาบอด     หูหนวก    ปัญญาอ่อน     หรือปัญหาทางพฤติกรรม ( กานดา พู่พุฒ , 2547 )
                  เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ หรือ   Learning   Disabilities นั้น  หนังสือบางเล่มใช้คำว่า  เด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้   เด็กที่มีความยุ่งยากในเรียนรู้   เด็กด้อยความสามารถในการเรียนรู้ หรือเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้  เนื่องจากความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ค่อนข้างมีน้อย   ดังนั้น
   เมื่อความรู้เรื่อง     Learning     Disabilities       เข้ามาจึงมีการเรียกชื่อแตกต่างกันไป      แต่กระทรวงศึกษาธิการได้เรียกเด็กจำพวกนี้ว่า   เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
                  เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้นั้น    จะมีลักษณะบกพร่อง หรือล่าช้าในเรื่องทางการเรียน มีสติปัญญาใกล้เคียงหรือสูงกว่าเด็กปกติทั่วไป  แต่มีความบกพร่องทางสมอง     ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากทางด้านการรับรู้  ภาวะความบกพร่องทางการเรียนรู้ไม่ใช่ภาวะปัญญาอ่อน หรือบกพร่องทางสติปัญญาแต่เป็นภาวะที่ทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกัน ระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับความสามารถทางสติปัญญาของเด็ก

                   เด็กทุกคนมีวิถีทางในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน เด็กบางคนเรียนรู้ที่จะอ่าน    คือ     อ่านหนังสือได้ตั้งแต่ 4 ขวบ      แต่บางคนก็ยากเย็นแสนเข็ญกว่าจะอ่านได้      ส่วนเด็กบางคนแม้จะ เป็นเด็กอ่านหนังสือได้เก่ง     ก็อาจมีปัญหาอย่างอื่น    เช่น   คณิตศาสตร์   น้อยคนที่จะมีปัญหาการเรียนที่โรงเรียนไปเสียทุกอย่าง      ส่วนมากก็จะมีดีในเรื่องอื่นๆ อยู่บ้าง  เช่น  เล่นวิดีโอเกมบ้าง  หรือทำงานในสนาม   การที่เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ต้องเหนื่อยยากต่อการเรียนรู้มิได้หมายความว่า เขาเป็นเด็กโง่  แต่เพียงเพราะเขาเรียนรู้แบบที่แตกต่างไปจากคนอื่น ( ศรียา นิยมธรรม, 2542 )
                  เด็กที่ทั้งครูและพ่อแม่เห็นว่าไม่มีความสามารถในการเรียน    ขียน   อ่าน    คิดเลข  ในระดับที่เด็กวัยนี้ควรเรียนได้   เรามักคาดหมายกันว่า     เมื่อพ้นวัยเด็ก เขาต้องมีความสามารถในการอ่าน  เขียน   คิดเลข ในระดับที่เด็กวัยนี้ควรเรียนได้   เรามักคาดหมายกันว่า     เมื่อพ้นวัยเด็ก เขาต้องมีความสามารถในการอ่าน  เขียน  คิดเลขในระดับพื้นฐานทั่วไปได้  หรือเข้าใจเรื่องชีวิตทั่วๆ ไปได้   แต่ปรากฎว่ามีเด็กจำนวนหนึ่งที่เรียนลำบาก ผิดเด็กธรรมดาทั่วไปทั้งๆ ที่สติปัญญาไม่เลวเลย  และดูเหมือนว่าเด็กพยายามสุดความสามารถ     แต่ดูเหมือนจะเรียนไม่ไหวในสายตาของครูและพ่อแม่ หรือคนทั่วไปได้  เด็กมีพัฒนาการปกติธรรมดาทุกๆ อย่าง   แต่ความบกพร่องซ่อนอยู่ไม่มีใครมองเห็น    ( ศรีเรือน  แก้วกังวาล , 2545 )
                 ผดุง   อารยะวิญญู ( 2542 ) ให้คำจำกัดความว่า   เป็นเด็กที่มีความบกพร่องในขบวนการทางจิตวิทยา    ทำให้เด็กมีปัญหาในการใช้ภาษาทั้งในการฟัง   การอ่าน   การพูด  การเขียน  และการสะกดคำ  หรือมีปัญหาในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์  ปัญหาดังกล่าวมิได้มีสาเหตุมาจากความบกพร่องทางร่างกาย แขน  ขา  ลำตัว  สายตา  การได้ยิน   ระดับสติปัญญา   อารมณ์   และสภาพ-แวดล้อมรอบตัวเด็ก
                  ชวลิต  ชูกำแพง ( 2546 )  ให้ความหมายของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ว่า     หมายถึง เด็กที่มีสภาพร่างกายภายนอกปกติ   แต่มีปัญหาเกี่ยวกับความไม่สมดุลของสมองส่งผลทำให้เด็กมีปัญหาทางด้านความรู้ความเข้าใจ จิตพิสัย และพฤติกรรมในการแสดงออก  ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่จะแสดงออกอย่างเด่นชัดในด้านการเรียน   เช่น  การอ่าน   การเขียน    การคิดคำนวณ  และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตํ่ากว่าความสามารถของตน
          ลักษณะของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้  ตามคำจำกัดความในกฎหมายว่าด้วยการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องนั้นไม่ได้เกิดจากสาเหตุทางร่างกาย    เช่น   ปัญหาทางการเห็น    หรือปัญหาทางการได้ยิน     เด็กกลุ่มนี้จะมีกระบวนการเรียนรู้ที่บกพร่อง     จะมีความยากลำบากในการอ่าน   การเขียน   การคิดคำนวณ    การพูด   การสื่อสาร  การใช้ภาษา   และการใช้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหว ( ศันศนีย์   ฉัตรคุปต์ , 2543 )
                แฮมมิล ( Hammil )  ได้ให้ความหมายโดยรวม ( ศรีเรือน  แก้วกังวาล , 2545 ; อ้างอิงมาจาก  Hammil , 1990 )  ว่า
                            1. มีปัญหาด้านผลสัมฤทธิ์ในการเรียน
                            2. มีปัญหาในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
                            3. มีความบกพร่องในด้านระบบประสาทส่วนกลางบางส่วน
                            4. ด้อยความสามารถในการเล่น
                            5. มีความบกพร่องทางภาษาทั้งการฟังและการพูด
                            6. มีความพิการบางอย่างหรือหลายอย่างรวมกัน
                            7. มีความเบี่ยงเบนในด้านวิธีคิด และการใช้เหตุผล

                United States Federal Govenment ( ศรียา  นิยมธรรม , 2540 )    ให้นิยามเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะด้าน  ( Specific Learning Disabilities )  ว่าหมายถึง     ความผิดปกติที่เกี่ยว เนื่องกับกระบวนการทางจิตวิทยาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งเรื่องขึ้นไป     ความผิดปกติดังกล่าวจะเกี่ยวกับความเข้าใจหรือการใช้ภาษา   การพูดหรือการเขียน     ซึ่งอาจส่งผลถึงความสามารถที่บกพร่องไปในเรื่องที่เกี่ยวกับการฟัง    การคิด    การพูด    การอ่าน    การเขียนสะกดคำ          ตลอดจนการคิดคำนวณคณิตศาสตร์     คำนี้หมายรวมถึงสภาวะความพิการด้านการรับรู้  การที่สมองบาดเจ็บ    การที่สมองไม่อาจทำหน้าที่บางอย่างได้ (MBD)   การมีปัญหาด้านการอ่าน (Dyslexia)      และการมีปัญหาด้านภาษา  (Aphasia)  โดยไม่รวมถึงเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้อันเนื่องมาจากการมีความพิการด้านสายตา  การได้ยิน  หรือเป็นเด็กด้อยโอกาสในเรื่องวัฒนธรรมฐานะทางเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
                
The Individuals with Disabilities Education Act (IDEA)  ระบุคำจำกัดความของควาามบกพร่องทางการเรียนรู้ ( กานดา  พู่พุฒ , 2547   อ้างอิงมาจาก Shapiro & Rich , 1999 )  สองส่วนสำคัญ   คือ   ปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะทาง  ( Specific Learining Disabilities )   โดยอธิบายว่าหมายถึง   เด็กที่มีความบกพร่องเพียงหนึ่งด้าน      หรือหลายด้านของกระบวนการพื้นฐานทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการทำความเข้าใจหรือการใช้ภาษาพูดหรือเขียน          ซึ่งความบกพร่องดังกล่าวแสดงออกให้เห็นในการขาดความสามารถด้านการฟัง    คิด   พูด    อ่าน    เขียน   สะกด หรือคำนวณทางคณิตศาสตร์    นอกจากนี้ยังรวมถึงภาวะบกพร่องทางด้านการรับรู้   การได้รับบาดเจ็บกระทบกระเทือนทางสมอง  การทำงานผิดปกติเล็กน้อยของสมอง    ความผิดปกติด้าน
  การอ่าน  การเข้าใจภาษา      ทั้งนี้ไม่รวมปัญหาทางการเรียนรู้อันเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากความบกพร่องทางการเห็น    การได้ยิน     ความบกพร่องทางการใช้กล้ามเนื้อ   ปัญญาอ่อน  ปัญหา ทางอารมณ์หรือความด้อยโอกาสจากสภาพแวดล้อม   วัฒนธรรมหรือเศรษฐกิจ ในส่วนที่สองได้รวมกฎเกณฑ์ที่สามารถระบุความบกพร่องเฉพาะทางของเด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ไม่เหมาะกับระดับอายุ และความสามารถที่แท้จริง     ทั้งที่ได้รับโอกาสในการเรียนผ่านกระบวนการเรียน ผ่านกระบวนการสอนที่เหมาะสม โดยระบุเกี่ยวกับ

                   1. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้เฉพาะทาง   จะต้องมีความบกพร่องในหนึ่งด้านหรือมากกว่าหนึ่งด้าน  ของกระบวนการพื้นฐานทางจิตวิทยา  ( Basic Psychological Processes )   ซึ่งประกอบด้วยความจำจากการได้ยินและการเห็น    การรับรู้    การแยกแยะการวิเคราะห์      การสังเคราะห์    การเรียงลำดับ  และการรับรู้ภาพพื้น ( figure - ground ) 
                   2. ทักษะที่แสดงออกใน   7   ด้าน    ประกอบด้วย    ความเข้าใจจากการฟัง   การพูด   การเขียน   การอ่าน   ความเข้าใจจากการอ่าน   การคำนวณทางคณิตศาสตร์  และการใช้เหตุผลทางคณิตศาสตร์
                   3.ความรุนแรงของความบกพร่องมาจากความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ  ระหว่างความสามารถทางสติปัญญา และผลสัมฤทธิ์ของทักษะทั้ง 7 ด้านซึ่งคำจำกัดความของ   
IDEA   ได้รับการวิจารณ์ในแง่ที่ระบุเกี่ยวกับเด็กเหล่านั้นไม่ได้
   ระบุถึงบุคคลทุกวัย   และอธิบายความบกพร่องทางการเรียนรู้เฉพาะ    ในชั้นเรียนไม่ได้รวมถึงความบกพร่องทางการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ในสถานการณ์การทำงานและการใช้ชีวิต
                  สมาคมเด็ก และผู้ใหญ่ที่มีปัญหาทางการเรียนรู้  
( The  Association  for  Children  andAdults   with  Learning  Disabilities : ACLD ) ได้ให้คำจำกัดความ  คือ   สภาวะบกพร่องเรื้อรังที่มีต้นเหตุจากระบบประสาท   ซึ่งทำให้ขัดขวางต่อพัฒนาการ   การบูรณาการ   การแสดงออกของความสามารถทางภาษา และความสามารถที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษา ภาวะบกพร่องเฉพาะทางนี้มีอยู่อย่างเด่นชัดแตกต่าง  ในระดับของความรุนแรงและสามารถมีผลกระทบต่อความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของตนเอง   การศึกษาการประกอบอาชีพ  การถ่ายทองทางสังคม  และการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันตลอดชีวิตของบุคคลนั้น ( กานดา  พู่พุฒ ,2547 ; อ้างอิงมาจาก Vogel&Reded ,1998 )
                  กลุ่มเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้นั้น      มีอยู่ในโรงเรียนทั่วไป      ถ้าครูผู้สอนสังเกตจะพบเห็นความผิดปกติไม่ว่าจะเป็นความฉลาดเฉลียวในการเอาตัวรอด     หรือความฉลาดแกมโกงแต่จะสงสัยกับผลการเรียนของเด็กกลุ่มนี้พอสมควร     เนื่องจากผลการเรียนมักจะออกมาแย่กว่าที่ควรจะเป็น     เด็กบางคนกว่าจะถูกค้นพบอาจจะเรียนอยู่ในระดับประถมศึกษาปีที่  6   หรือมัธยมศึกษาก็ยังมีเนื่องจากภายนอกดูปกติทุกอย่าง      จะมีปัญหาก็เรื่องของการเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้ที่เป็นทักษะคือ  คณิตศาสตร์   ภาษาไทย    หรือกลุ่มสาระอื่นที่ต้องเกี่ยวข้องกับการอ่านการเขียนมากๆ
                  
โดยสรุปคือ  กลุ่มเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้นั้น       จะมีความไม่สัมพันธ์กันระหว่างระดับเชาวน์ปัญญากับผลการเรียน   กล่าวคือ   ระดับเชาวน์ปัญญาปกติ         แต่ผลการเรียนตํ่าถ้านำไปวัดระดับเชาวน์ปัญญาจะพบว่าตัวเลขที่ออกมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ         แต่พอไปดูผลการเรียนจะพบว่าตก หรือเกือบตก  โดยเฉพาะในกลุ่มสาระภาษาไทย และคณิตศาสตร์ เด็กกลุ่มนี้จำเป็นจะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ      เพื่อให้เขาสามารถเรียนรู้ได้ตามศักยภาพของเขาเอง     ฉะนั้นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรที่จะใส่ใจและทำความรู้จักกับเด็กกลุ่มนี้ให้มากขึ้น  อันจะทำให้เด็กเรียนรู้อยู่ในชั้นเรียนได้อย่างมีความสุข     ตลอดจนครูหรือผู้เกี่ยวข้องเองก็มีความสุขด้วยเช่นกัน


ประกาศโดย : ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสมุทร
วันที่ประกาศ : 2013-06-25

 
นางสาวชนัญภรณ์ จันทะวัน
ผู้อำนวยการ
พฤศจิกายน 2560
อา พฤ
29 30 31 1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 1 2
3 4 5 6 7 8 9
วันที่ 18 พฤศจิกายน 2560
คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเว็บไซต์ใหม่ของ โรงเรียน
ดีมาก
ดี
ปานกลาง
น้อย
น้อยที่สุด

ใส่ Code ที่ต้องการ
 
ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสมุทรปราการ
99/2 หมู่ 14 ซอยเทศบาลบางปู 119 ถนนสุขุมวิท ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 10540
Tel : 021744013  Fax : 021744014
Email : Sed_Samutprakan@hotmail.com
Copyright © 2008 by OPSTECH All Right Reserved.